Second slide

วิธีพิจารณาขณะ "สวดมนต์"
หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ (ข้อความถอดเทป "ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น") ท่านอธิบายไว้
ชาวพุทธทุกคนต้อง สวดมนต์ทุกวันพระ สวดทุกวัน ดวงดีทุกวัน สวดเสร็จให้แผ่เมตตา

หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ท่านอธิบายเกี่ยวกับ "มนต์" ไว้ว่า

มนต์ หมายถึง คำสอนอันเป็นหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ฉะนั้น "การสวดมนต์" หมายถึง การท่องบ่นคำสอน อันเป็นหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ให้จำได้ และ เอาไปคิดพิจารณา จะได้เกิดปัญญาในเรื่องนั้นๆ **ไม่ใช่สวดเพื่อให้เกิดความขลัง หรือ เพื่อเรื่องที่จะทำให้เราเป็นไปโดยความขลัง**

เวลาสวดมนต์ ควรสวดให้มีจังหวะจะโคน อย่าเร็วเกินไป พยายามสวดให้มีวรรคตอนพอดีๆ จะได้เกิดความสบายใจ ในขณะที่สุวดก็คงจะคิดไม่ทันถึงความหมายของถ้อยคำที่เราสวด แต่เราสวดเพื่อให้จำได้ จำได้แล้ว ก็เอาไปพิจารณาในตอนหลัง ถึงความหมายของบทสวดมนต์แต่ละบท เช่น ถ้ามีหนังสือสำหรับสวดมนต์แต่ละบท หรือ ถ้ามีหนังสือสำหรับสวดมนต์อยู่ที่บ้าน ว่างๆ เราก็เอามาปิดอ่านเป็นบทๆ แล้วพิจารณาถึงบทสวดมนต์นั้นๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในความหมายที่ลึกซึ้ง เพราะเพียงแค่ "สวด" เฉยๆ ทำให้จำได้อย่างเดียว แต่เราไม่เข้าใจถึงเนื้อความในเรื่องที่สวด ทำให้ผลที่เกิดขึ้นนั้นยังไม่สมบูรณ์ แต่ถ้าเราเข้าใจความหมายของเนื้อเรื่องที่สวด แล้วนำเรื่องนั้นไปเป็น "หลักปฏิบัติในชีวิตประจำวัน" นั่นแหละ...จะช่วยให้เราได้ประโยชน์จากการสวดมนต์มากขึ้น

เพราะฉะนั้น จึงใคร่ขอเสนอว่า
" เวลาเราอยู่บ้านว่างๆ ไม่มีอะไรจะทำ จะไปคิดถึงเรื่องอะไร มันก็กลุ้มใจเปล่าๆ เป็นการหาเรื่องทุกข์มาให้แก่ตนเอง เราก็เอา "หนังสือสวดมนต์" มานั่งพิจารณา ตั้งแต่บทที่เราเริ่มสวดกันประจำเป็นต้นไป เช่นว่า ในการสวดมนต์ เราเริ่มสวดบทเริ่มต้นก่อนว่า "อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา" แปลว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง อันนี้คำแปลก็มีอยู่ในตัวด้วย เราก็เอามานั่งพิจารณาว่า "พระผู้มีพระภาคเจ้า ทำไมเราจึงเรียกเช่นนั้น" ที่เรียกว่า "พระผู้มีพระภาคเจ้า" นั้น ก็เพราะเรียกด้วยความเคารพ เราใช้ ภะคะวา นี้เป็นคำแทนชื่อของพระองค์ เป็นการเรียกด้วยความเคารพ หรือบางทีก็ใช้ชื่อหรือนามสกุล เช่น พระองค์นามสกุลว่า "โคตมะ" เวลาคนเข้าไปเฝ้า เขาก็จะทูลว่า "ข้าแต่พระโคตมะ" ถ้าเป็นคนไทยก็ว่า "ข้าแต่พระโคตมสัมมาสัมพุทธะ" อะไรอย่างนั้น และเพิ่ม "เจ้า" เข้าไปด้วย เพราะเมืองไทยเรานั้นนับถือเจ้านาย จึงนำเอา "เจ้า" คำนี้ไปต่อท้ายให้พระองค์ด้วยเป็น "พระพุทธเจ้า" เราพูดกันไปอย่างนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มความเคารพให้เกิดขึ้นในพระองค์ "

คำว่า "พระผู้มีพระภาคเจ้า" หรือ "ภะคะวา" นี้ เป็นพระคุณบทหนึ่งในพระคุณ 3 ประการ ที่เราสวดท่องบ่นกันอยู่เสมอๆ มีความหมายเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจ มีความหมายในเชิงปฏิบัติ ถ้าเราเข้าใจความหมาย เราก็สามารถนำเอามาปฏิบัติและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

คำว่า "ภะคะวา" นี้ แปลว่า ผู้มีกรุณา ฯ "กรุณา" นี้ เป็นคำในภาษาบาลี ดังเราจะเห็นได้จากธรรมหมวดหนึ่งที่เรียกว่า "พรหมวิหารธรรม" หมายถึง "ธรรมของผู้เป็นใหญ่ คนที่เป็นใหญ่ เป็นหัวหน้า" ต้องมีธรรม 4 ประการนี้เป็นหลักครองใจ ค้นหาหนังสือที่ต้องการโดยพิมพ์ชื่อหนังสือ

  • "เมตตา" ปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข
  • "กรุณา" สงสาร เข้าไปช่วยให้เขาพ้นจากทุกข์ ความเดือดร้อน
  • "มุทิตา" ความพลอยยินดี เบิกบานใจ ในเมื่อเขาพ้นจากความทุกข์หรือว่าได้รับความสุขความเจริญ
  • "อุเบกขา" ความวางเฉย เพราะทำอะไรไม่ได้ จะแสดงเมตตา กรุณา มุทิตา ก็ไม่ได้ ก็เลยต้องอยู่ในลักษณะวางเฉยเสีย

"นี่...เราต้องพิจารณาบทสวดมนต์อย่างนี้ แล้วนำไปปฏิบัติ จึงจะทำให้เราได้ใช้ประโยชน์จากบทสวดมนต์อย่างเต็มที่ และ จะได้รับผลอย่างบริบูรณ์ยิ่ง"

ตั้งใจสวดวันนี้ นาทีนี้ วินาทีนี้ หรือ ขณะจิตนี้ อานิสงส์ผลบุญก็ย่อมเกิดขึ้นทันที



สรุปวิธีปฏิบัติขณะ "สวดมนต์"

  • สวดให้มีจังหวะจะโคน ไม่เร็วหรือช้าเกินไป ให้พอดีๆ
  • สวดให้มีวรรคมีตอน กำหนดตามลมหายใจ สบายๆ
  • สวดทีละบท เพื่อให้จดจำบทสวดนั้นๆ ได้แม่นยำ คล่องปาก ขึ้นใจ
  • พิจารณาบทสวดนั้นๆ เพื่อให้รู้ความหมายของบทสวดมนต์ แล้วนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

อานิสงส์การสวดมนต์
สวดเพื่อให้เกิดสติ สมาธิ และ เพิ่มพูนปัญญา


แนะนำลำดับ "บทสวดมนต์ทำวัตรเช้า"

  • คำบูชาพระรัตนตรัย
  • บทนอบน้อมพระพุทธเจ้า
    (ปุพพภาคนมการ)
  • บทชมเชยคุณของพระพุทธเจ้า
    (พุทธาภิถุติ)
  • บทชมเชยคุณของพระธรรม
    (ธัมมาภิถุติ)
  • บทชมเชยคุณของพระอริยสงฆ์
    (สังฆาภิถุติ)
  • บทนอบน้อมพระรัตนตรัย
    (รตนัตตยัปปณามคาถา)
  • บทพิจารณาธรรมให้เกิดความสังเวช
    (สังเวคปริกิตตนปาฐะ)
  • บทพิจารณาปัจจัย 4 ขณะใช้สอย
    (ตังขณิกปัจจเวกขณปาฐะ)
  • บทพิจารณาปัจจัย 4 โดยความเป็นธาตุ
    (ธาตุปัจจเวกขณวิธี)